อยุธยา…เมืองเก่าของเรา

3 กันยายน 2553


สัปดาห์นี้ปฐมธรรมไปอยุธยาเพื่อเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไทยเชิงลึกในสมัยอยุธยากัน หลังจากที่ไปเรียนรู้สยามในยุคต่างๆมาที่มิวเซียมสยามเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว ครั้งนี้เรามี อาจารย์ รพีภัสสร์ ศรีหะรัญ หรือ ครูปม ซึ่งเป็นอาจารย์จบมาทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะ สอนอยู่ที่ ม.ศรีปทุม และเป็นเพื่อนครูเจน มาเป็นวิทยากรใจดีให้เรา


จุดแรกที่เราไป คือ พระราชวังบางปะอิน ครูปมเล่าว่า ในสมัยอยุธยา พระเจ้าเอกาทศรถซึ่งเป็นนักรบคู่ใจและน้องของพระนเรศวร ได้ล่องเรือผ่านมา แต่เรือมาล่มในคุ้งน้ำละแวกนี้ พอพระองค์ว่ายน้ำขึ้นฝั่งมาก็ได้พบและต้องใจกับหญิงชาวบ้านชื่อว่า นางอิน  นี่ก็เลยเป็นที่มาของคำว่า บางปะอิน  ครูปมยังเล่าอีกว่าบางตำราก็เชื่อว่าภายหลังมีโอรส คือ พระเจ้าปราสาททอง ซึ่งเป็นผู้สร้างพระราชวังบางปะอินนี้

รูปนี้ครูปมกำลังอธิบาย ใบเสมา ซึ่งอยู่ตรงศาลพระเจ้าปราสาททองให้เด็กๆฟัง


พระราชวังบางปะอินถูกทิ้งให้รกร้าง จนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เริ่มทำนุบำรุง และในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการบูรณะครั้งใหญ่ โดย 80% ของสิ่งก่อสร้างที่เราเห็นนั้นถูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 นี้เอง มิน่า..เราถึงได้เห็นสถาปัตยากรรมแบบต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่


รูปนี้เด็กๆฟังบรรยายเกี่ยวกับพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพยอาสน์ ซึ่งมีรูปหล่อของรัชการที่ 5 ประดิษฐานอยู่ด้านใน


ที่ผ่านมาเป็นเขตพระราชวังชั้นนอก เราต้องเดินผ่านทางเดินที่มีบานไม้กั้นเพื่อผ่านเข้าสู้เขตพระราชวังชั้นใน ที่บานไม้นี้จะเป็นจุดที่สาวชาววังจะสามารถติดต่อพูดคุยหรือส่งจดหมายกับคนภายนอก โดยจะสาวชาววังจะมองเห็นด้านนอก แต่คนจากด้านนอกจะมองเข้ามาไม่เห็น

เด็กๆสนใจมองผ่านช่องไม้กันใหญ่ บางคนยังทดลองแหย่ดินสอเข้าไปในช่อง เพื่อสมมติว่เป็นจดหมาย แต่ก็พลาดตกไปอีกฝั่งจนได้ เดือดร้อนครูเจนต้องตะโกนบอกให้พี่นักเรียนซึ่งกำลังเดินผ่านอีกด้านให้ช่วยเก็บให้


ที่เขตพระราชฐานชั้นใน มีพระที่นั่งอุทยานภูมิเสถียร มีสไตล์แบบยุโรปสีม่วงสวยงาม ก่อนนี้เคยเป็นที่พระทับของพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียเมื่อครั้งที่ท่านเคยเสด็จมาเมืองไทย ที่เป็นสีม่วงเพราะเป็นสีโปรดของสมเด็จพระบรมราชินีนาถ ซึ่งท่านบูรณะพระที่นั่งนี้ขึ้นมาใหม่ในปี 2531 หลังจากถูกไฟไหม้ไปเมื่อปี  2481   น้องแพมเห็นแล้วอยากเข้าไปดู แต่ที่นี่ไม่เปิดให้เข้าชม แพมเลยถามว่าเค้าต้องทำความสะอาดมั้ยคะ ครูปมบอกว่า ก็คงต้องมีคนทำความสะอาดเรื่อยๆ  น้องแพมเลยบอกว่า โตขึ้นหนูจะไปสมัครเป็นคนทำความสะอาดที่นี่! เข้าใจคิดนะ..น้องแพม


ต่อมาเราไปดูหอวิฑูรทัศนา เป็นหอสูง 3 ชั้น ที่ร.5 สร้างเพื่อชมภูมิประเทศและโขลงช้างป่า


เด็กๆเห็นคนเดินขึ้นไปข้างบนหอวิฑูรทัศนา ก็ร้องอยากขึ้นบ้าง เดชะบุญ..ที่ไม่มีเวลาเพราะต้องไปต่อหลายที่ ไม่งั้นแม่อ้อตายแน่ๆ  เด็กๆเลยได้แค่วาดรูป นี่เป็นฝีมือธีธัชค่ะ


ต่อมาเราไปที่พระที่นั่งเวหาสน์จำรูญ ซึ่งชาวไทยเชื้อสายจีนสร้างถวายรัชกาลที่ 5 โดยไม้ทุกชิ้นแกะสลักที่จีนแล้วขนลงเรือมาประกอบที่นี่  ครูปมเล่าว่า คนจีนเชื่อว่ามีฮ่องเต้องค์เดียว กษัตริย์ในประเทศอื่นจะถือว่าเป็นแค่ ท่านอ๋อง ดังนั้นเพื่อเป็นกุศโลบายในการปกครองคนจีนจำนวนมากที่เข้ามาพึ่งบรมโพธิสมภารของท่าน ท่านจึงต้องแสดงถึงอำนาจว่าท่านก็เป็นฮ่องเต้สำหรับคนจีนเหมือนกัน จึงมีการสร้างพระราชวังจีนขึ้น เมื่อใดที่ท่านประทับที่นี่ ท่านจะทรงชุดจีน และข้าราชบริพารก็เช่นกัน


จากนั้นเราเดินมาที่อนุเสาวรีย์พระนางเรือล่ม หรือสมเด็จพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ พระบรมราชเทวี  เมื่อท่านเสด็จมาที่วังบางปะอิน เกิดอุบัติเหตุเรือล่ม ทั้งที่พระนางเจ้าสุนันทาฯว่ายน้ำเป็น  แต่ทรงเป็นห่วงพยาวยามช่วย สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรรณาภรณ์เพชรรัตน์ (ลูกสาวอายุแค่ขวบกว่า) ทำให้สิ้นพระชมน์ทั้งคู่ รวมถึงลูกในพระครรภ์(อายุ 5 เดือน)  อ่านในอนุเสาวรีย์หินอ่อนที่แกะสลักไว้อย่างซึ้งใจว่า

“อนุสาวรีย นี้สร้างขึ้น โดย จุฬาลงกรณ์ บรมราชสวามี อันได้รับความเศร้าโศกเพราะความทุกข์อันแรงกล้าในเวลานั้น แทบจะถึงแก่ชีวิตร ถึงกระนั้นยังมิได้หักหาย”


ที่ด้านข้างนั้นยังมีอนุเสาวรีย์ของพระชายาและลูกๆอีก 3 พระองค์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ เจ้าฟ้าศิริราชกกุธภัณฑ์ โดยรัชกาลที่ 5 โปรดให้สร้างพระเมรุพิธีศพที่ท้องสนามหลวงด้วยไม้ทั้งหมด เพื่อเสร็จงานแล้วก็นำไม้ไปสร้างเป็นเรือนคนไข้ได้ 4 หลังในโรงพยาบาลวังหลัง และพระราชทานชื่อใหม่ว่า “โรงพยาบาลศิริราช”


เฮ้อ…เล่ามาตั้งนาน เพิ่งเสร็จจากพระราชวังบางปะอินเองค่ะ ไปกันต่ออีกที่ วัดใหญ่ชัยมงคล คราวนี้เราหอบเอากล่องข้าวกันไปด้วยเพราะใกล้เที่ยงแล้ว ระหว่างรอครูเจนไปหาที่กินข้าว เด็กๆนั่งรอกันใต้ต้นไม้ที่มีกิ่งโค้งๆงามแปลกๆอย่างนี้


ครูเจนขอพึ่งใบบุญวัดใช้ใต้ถุนวัดเป็นที่ทานข้าว เด็กๆทานกันเอร็ดอร่อยเหมือนเดิม




พอท้องอิ่มครูปมก็เล่าเรื่อง วัดใหญ่ชัยมงคล ว่ามีเจดีย์ใหญ่ทรงระฆังที่พระนเรศวรสร้างขึ้นเพื่อฉลองชัยชนะที่มีต่อมหาอุปราชา เรื่องราวไปดูในก้านกล้วยได้ค่ะ


ความสำคัญอีกอย่างคือ ที่นี่เป็นที่ซึ่งพระเฑียรราชาเสี่ยงเทียนแข่งบารมีกับขุนวรวงศา ปรากฏว่าเทียนของพระเฑียรราชาไม่ดับ แสดงว่าท่านมีบารมีจะได้ขึ้นครองราชย์


จุดต่อมาเราไปกันที่ ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา


ที่นี่มีแบบจำลองเมืองอยุธยาที่เก็บไว้ในตู้กระจกอันใหญ่ๆ ทำให้เ้ราได้เห็นภาพรวมความเจริญของอยุธยากัน แต่เสียดายที่ที่นี่เค้าไม่อนุญาตให้ถ่ายภาพ แม่อ้อเลยได้แต่แอบเก็บภาพการเรียนรู้ของเด็กๆมาค่ะ


ครูปมกำลังอธิบายภาพที่พระนเรศวรทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา


ตรงนี้มีภาพสมัยพระนารายณ์ ซึ่งเป็นช่วงที่มีชาวต่างประเทศเข้ามา ทั้งชาวโปรตุเกส อังกฤษ ฮอลลันดา ฝรั่งเศส สมัยนั้นลอร์ดฟอลค่อนถึงกับได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์


ที่นี่ยังมีแบบจำลองบ้านเรือนไทยสมัยอยุธยาทั้งแบบเล็กๆ และแบบใหญ่ๆที่เดินขึ้นไปดูได้ ทำให้เด็กๆได้เข้าใจวิถีชีวิตคนอยุธยามากขึ้น


ในที่สุดตอนบ่ายสองโมงครึ่ง เราก็มาถึงจุดหมายสุดท้ายของเรา วัดไชยวัฒนาราม


ครูปมเล่าว่า วัดนี้สร้างขึ้นโดยพระเจ้าปราสาททองเมื่อตอนปราบดาภิเษก ซึ่งท่านได้แสดงอำนาจด้วยการไปตีเขมร ซึ่งทำให้สถาปัตยกรรมของวัดนี้ได้รับอิทธิพลมาจากนครวัดนครธม เป็นเจดีย์ทรงข้าวโพด



พอเด็กๆได้เห็นพระพุทธรูปที่ถูกตัดเศียรและแขน เด็กๆถามว่า พม่าตัดไปเหรอครับ ครูปมบอกว่าไม่ใช่หรอกครับ เพราะพม่าก็นับถือพุทธเหมือนกัน  แล้วแม่อ้อก็นึกได้ว่า พวกชั่วที่ตัดเศียรพระไปก็คนไทยนับถือพุทธด้วยเหมือนกันนี่นา น่าเศร้าจริงๆค่ะ


จากนั้นคุณครูก็ให้เด็กๆนั่งวาดรูปกัน เราอาศัยร่มเงาของเจดีย์แล้วนั่งวาดกันบนพื้นเลยค่ะ



เด็กๆทั้งร้อนและเหนื่อย แต่ก็ตั้งใจวาดกันค่ะ แม่อ้อชอบผลงานของพี่เม็กก้าค่ะ

ของพี่แพมก็สุดยอดค่ะ


สุดท้ายเรากราบขอบคุณครูปม ที่ได้ให้ความรู้แก่พวกเรามากมาย หวังว่าโอกาสหน้าคุณครูจะมาสอนพวกเราอีกนะคะ ขอบพระคุณค่ะ


ดูรูปที่ไม่ได้เอามาใส่ไว้ในบล็อกได้ที่ http://mamaaor.multiply.com/photos/album/84/84